Skip to content

สมัญญาภิธาน

อักขรวิธี ภาคที่ ๑ สมัญญาภิธาน

[ ๑ ] เนื้อความของถ้อยคำทั้งปวง ต้องหมายรู้กันด้วยอักขระ เมื่ออักขระวิบัติแล้ว ก็เข้าใจเนื้อความยาก เพราะฉะนั้น ความเป็น ผู้ฉลาดในอักขระ จึงมีอุปการะมาก คำว่าอักขระ ๆ นั้น ว่าตามที่ นักปราชญ์ท่านประสงค์ ก็เป็น ๒ อย่าง

  • เป็นเสียงอย่าง ๑
  • เป็นหนังสืออย่าง ๑

มีเนื้อความเป็นอันเดียวกัน เสียงก็ดี ตัวหนังสือ ก็ดี ที่เป็นของชาติใด ภาษาใด ก็พอใช้ได้ครบสำเนียง ในชาตินั้น ภาษานั้น ไม่บกพร่อง ถ้าจะกล่าวหรือเขียนสักเท่าใด ๆ ก็คงใช้ เสียง หรือตัวหนังสืออยู่เท่านั้นเอง เสียงและตัวหนังสือนั้น มิได้ สิ้นไปเลย และไม่เป็นของแข็ง ที่จะใช้ในภาษานั้นยาก เหมือน หนึ่งเสียงและตัวหนังสือของชาติอื่น จะเอามาใช้ในภาษาอื่นจากภาษา นั้นยาก เป็นของชาติไหนภาษา ก็ใช้ได้พอสมควรแก่ชาตินั้น ภาษานั้น ไม่ขัดข้อง เพราะฉะนั้น เสียงก็ดี ตัวหนังสือก็ดี ชื่อว่า อักขระ แปลว่า ไม่รู้จักสิ้นอย่าง ๑ ไม่เป็นของแข็งอย่าง ๑.


อักขระ

[ ๒ ] อักขระที่ใช้ในบาลีภาษานั้น ๔๑ ตัว คือ

  • อ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ๘ ตัวนี้ชื่อสระ
  • ก ข ค ฆ ง, จ ฉ ช ฌ ญ, ฏ ฐ ฑ ฒ ณ, ต ถ ท ธ น, ป ผ พ ภ ม, ย ร ล ว ส ห ฬ ํ ๓๓ ตัวนี้ชื่อพยัญชนะ.

[ ๓ ] ในอักขระ ๔๑ ตัวนั้น อักขระเบื้องต้น ๘ ตัว ตั้งแต่ อ จนถึง โอ ชื่อสระ ออกเสียงได้ตามลำพังตนเอง และทำพยัญชนะ ให้ออกเสียงได้, สระ ๘ ตัวนี้ ชื่อนิสสัย เป็นที่อาศัยของพยัญชนะ บรรดาพยัญชนะ ต้องอาศัยสระ จึงออกเสียงได้


สระ

ในสระ ๘ ตัวนั้น

  • สระมีมาตราเบา ๓ ตัว คือ อ อิ อุ ชื่อ รัสสะ มีเสียงสั้น เหมือน คำว่า อติ ครุ,
  • สระอีก ๕ ตัว อื่นจากรัสสะ ๓ คือ อา อี อู เอ โอ ชื่อทีฆะ มีเสียงยาว เหมือนคำว่า ภาคี วธู เสโข เป็นต้น, แต่ เอ โอ ที่มีพยัญชนะสังโยค คือซ้อมกันอยู่เบื้องหลังท่านกล่าวว่า เป็นรัสสะ เหมือนคำว่า เสยฺโย โสตฺถิ เป็นต้น,

สระที่เป็นทีฆะล้วน และสระที่เป็นรัสสะมีพยัญชนะสังโยค และนิคคหิตอยู่เบื้องหลัง ชื่อครุ มี เสียงหนัก เหมือนคำว่า ภูปาโล เอสี มนุสฺสินฺโท โกเสยฺยํ เป็นต้น, สระที่เป็นรัสสะล้วน ไม่มีพยัญชนะสังโยค และนิคคหิตอยู่ เบื้องหลัง ชื่อลหุ มีเสียงเบา เหมือนคำว่า ปติ มุนิ เป็นต้น.

สระนั้น จัดเป็นคู่ได้ ๓ คู่

  • อ อา เรียกว่า อวณฺโณ,
  • อิ อี เรียกว่า อิวณฺโณ,
  • อุ อู เรียกว่า อุวณฺโณ,

เอ โอ ๒ ตัวนี้ เป็นสังยุตตสระ ประกอบเสียงสระ ๒ ตัวเป็นเสียงเดียวกัน ตรงกับคำอังกฤษเรียกว่า DIPHTHONG อ กับ อิ ผสมกันเป็น เอ, อ กับ อุ ผสมกัน เป็น โอ, เพราะฉะนั้น สระ ๒ ตัวนี้ จึงเกิดใน ๒ ฐานตามที่แสดงไว้ ข้างหน้า [ ๖ ].


พยัญชนะ

พยัญชนะ [ ๖ ] อักขระที่เหลือจากสระนั้น ๓๓ ตัว มี ก เป็นต้น มีนิคคหิต เป็นที่สุด ชื่อพยัญชนะ คำว่าพยัญชนะนั้น แปลว่า ทำเนื้อความให้ ปรากฏ อักขระเหล่านี้เป็นนิสสิต ต้องอาศัยสระจึงออกเสียงได้ก็จริงอยู่ ถึงกระนั้นก็ทำเนื้อความให้ปรากฏชัด จนถึงเข้าใจความได้ แต่ลำพังสระเอง แม้ถึงออกเสียงได้ ถ้าพยัญชนะไม่ อาศัยแล้ว ก็จะมีเสียงเหมือนกันไป แสดงเนื้อความไม่ชัด ยากที่จะสังเกตได้ เหมือนหนึ่งจะถามว่า ” ไปไหนมา ” ถ้าพยัญชนะ ไม่อาศัยแล้ว สำเนียงก็จะเป็นตัว อ เป็นอย่างเดียวกันไปหมดว่า ” ไอ ไอ๋ อา ” ดังนี้ ต่อพยัญชนะเข้าอาศัย จึงจะออกเสียงปรากฏ ชัดว่า ” ไปไหนมา ” ดังนี้.

พยัญชนะ ๓๓ ตัวนี้ จัดเป็น ๒ พวก

  • วรรค ๑
  • อวรรค ๑

วรรค

วรรคจัดเป็น ๕

  • ก ข ค ฆ ง ๕ ตัวนี้ เรียกว่า ก วรรค
  • จ ฉ ช ฌ ญ ๕ ตัวนี้ เรียกว่า จ วรรค
  • ฏ ฐ ฆ ฒ น ๕ ตัวนี้ เรียกว่า ฏ วรรค
  • ต ถ ท ธ น ๕ ตัวนี้ เรียกว่า ต วรรค
  • ป ผ พ ภ ม ๕ ตัวนี้ เรียกว่า ป วรรค

พยัญชนะ ๒๕ ตัวนี้เป็นพวกๆ กันตามฐานกรณ์ที่เกิด ซึ่งจะว่าต่อไป ข้างหน้า จึงชื่อวรรค,

อวรรค

พยัญชนะ ๘ ตัวนี้ คือ ย ร ล ว ส ห ฬ ํ เรียกว่า อวรรค เพราะไม่เป็นพวกเป็นหมู่กัน ตามฐานกรณ์ที่เกิด.


นิคคหิต

[ ๕ ] พยัญชนะ คือ ํ เรียกว่านิคคหิต ตามสาสนโวหาร, เรียกว่า อนุสาร ตามคัมภีร์ศัพทศาสตร์, มีเนื้อความเป็นอันเดียว กัน

  • นิคคหิต แปลว่า กดสระ หรือ กรณ์ คือ อวัยวะที่ทำเสียง เวลา เมื่อจะว่าไม่ต้องอ้าปากเกินกว่าปรกติ เหมือนว่าทีฆสระ.

  • อนุสาร แปลว่า ไปตามสระ คือพยัญชนะตัวนี้ ต้องไปตาม หลังสระคือ อ อิ อุ เสมอ เหมือนคำว่า อหํ เสตุํ อกาสึ เป็นต้น

ถ้าไม่มีสระ ก็ไม่มีที่อาศัย ท่านเปรียบไว้ว่า นิคคหิตอาศัยสระนั้น เหมือนนกจับต้นไม้ ถ้าต้นไม้เป็นต้น ซึ่งเป็นที่จับไม่มีแล้ว นกก็จับ ไม่ได้ฉะนั้น สำเนียงสระที่นิคคหิตเข้าอาศัย จะแสดงไว้ข้างหน้า [ ๑๐ ]