Skip to content

ฐานกรณ์

ฐานกรณ์ของอักขระ

ฐานกรณ์ของอักขระ [ ๖ ] ฐานกรณ์เป็นต้นของอักขระ นักปราชญ์ท่านแสดงในคัมภีร์ศัพทศาสตร์ ย่อบ้าง พิสดารบ้าง ครั้นข้าพเจ้าจะนำมาแสดงในที่นี้ให้สิ้นเชิง ก็เห็นว่าจะพาให้ผู้แรกศึกษาฟั่นเฝือนักไป จะแสดง พอสมควร.


ฐาน

ฐานที่ตั้งที่เกิดของอักขระมี ๖ คือ กณฺโฐ คอ, ตาลุ เพดาน, มุทฺธา ศีรษะ ก็ว่า ปุ่มเหงือก ก็ว่า, ทนฺโต ฟัน, โอฏฺโฐ ริมฝีปาก, นาสิกา จมูก. อักขระบางเหล่าเกิดในฐานเดียว บางเหล่าเกิดใน ๒ ฐาน

  • อ อา, ก ข ค ฆ ง, ห, ๘ ตัวนี้เกิดในคอ เรียกว่า กณฺฐชา,
  • อิ อี, จ ฉ ช ฌ ญ, ย, ๗ ตัวนี้เกิดที่เพดาน เรียกว่า ตาลุชา,
  • ฏ ฐ ฑ ฒ ณ, ร ฬ, ๗ ตัวนี้เกิดในศีรษะก็ว่า ที่ปุ่มเหงือกก็ว่า เรียกว่า มุทฺธชา,
  • ต ถ ท ธ น, ล ส, ๗ ตัวนี้เกิด ที่ฟั่น เรียกว่า ทนฺตชา,
  • อุ อู, ป ผ พ ภ ม, ๗ ตัวนี้เกิดที่ริมฝีปาก เรียกว่า โอฏฺฐชา, นิคคหิตเกิดในจมูก เรียกว่า นาสิกฏฺฐานชา,

อักขระเหล่านี้ ยกเสียแต่พยัญชนะที่สุดวรรค ๕ ตัว คือ ง ญ ณ น ม เกิดในฐานอันเดียว, เอ เกิดใน ๒ ฐาน คือ คอและเพดาน เรียกว่า กณฺฐตาลุโชล, โอ เกิดใน ๒ ฐาน คือ คอและริมฝีปาก เรียกว่า คณฺโฐฏฺฐโช, พยัญชนะที่สุดวรรค ๕ ตัว เกิดใน ๒ ฐาน คือ ตาม ฐานของตน ๆ และจมูก เรียกว่า สกฏฺฐานนาสิกฏฺฐานชา, ว เกิดใน ๒ ฐาน คือ ฟันและริมฝีปาก เรียกว่า ทนฺโตฏฺฐโช,

ห พยัญชนะ ที่ประกอบด้วยพยัญชนะ ๘ ตัว คือ  ณ น ม ย ล ว ฬ ท่านกล่าวว่าเกิดแต่อกที่ไม่ได้ประกอบ เกิดในคอตามฐานเดิมของตน.


กรณ์

[ ๗ ] กรณ์ที่ทำอักขระมี ๔ คือ

  • ชิวฺหามชฺฌํ ท่ามกลางลิ้น ๑
  • ชิวฺโหปคฺคํ ถัดปลายลิ้นเข้ามา ๑
  • ชิวฺหคฺคํ ปลายลิ้น ๑
  • สกฏฺฐานํ ฐานของตน ๑.

ท่ามกลางลิ้น เป็นกรณ์ของขระที่เป็นตาลุชะ, ถัด ปลายลิ้นเข้ามา เป็นกรณ์ของอักขระที่เป็นมุทธชะ, ปลายลิ้น เป็น กรณ์ของอักขระที่เป็นทันตชะ, ฐานของตนเป็นกรณ์ของอกขระที่เหลือจากนี้.

เสียงอักขระ [ ๘ ] มาตราที่จะว่าอักขระนั้น ดังนี้ สระสั้นมาตราเดียว, สระยาว ๒ มาตรา, สระมีพยัญชนะสังโยคอยู่เบื้องหลัง ๓ มาตรา, พยัญชนะทั้งปวงกึ่งมาตรา, เหมือนหนึ่งว่าสระนั้นตัวหนึ่งกึ่งวินาที ( ครึ่ง ซกัน ) ว่าสระยาวต้องวินาทีหนึ่ง, ว่าสระที่มีพยัญชนะสังโยค อยู่เบื้องหลังวินาทีครึ่ง, ว่าพยัญชนะควบกัน เหมือน ตฺย ตั้งแต่ ตล ถึง ย เท่าส่วนที่ ๔ ของวินาที ซึ่งกำหนดระยะเสียงวินาทีดังนี้ ก็เป็น การไม่แน่ทีเดียว เป็นแต่ว่าไว้พอจะได้รู้จักระยะมาตราเท่านั้น.

[ ๙ ] สระ ๘ ตัวนั้น, มีเสียงไม่ต่างกับภาษาของเรา เพราะฉะนั้น ไม่ต้องแสดงโดยพิศดาร ย่อลงเป็น ๒ คงมีเสียงสั้นอย่างหนึ่ง ๑ มีเสียงยาวอย่าง ๑ ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น [ ๓ ] นั้นแล้ว.


โฆสะและอโฆสะ

[ ๑๐ ] แม้ถึงพยัญชนะก็มีเสียงไม่ต่างกันนัก ที่ต่างกัน คือ ค ช ฑ ท พ ๕ ตัวนี้ เป็นแต่ให้ผู้ศึกษากำหนดพยัญชนะที่เป็นโฆสะ และอโฆสะเป็นต้น อ่านให้ถูกต้องดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ก็จะเป็นความ เจริญวิทยาของตน.

พยัญชนะแบ่งเป็น ๒ ตามที่มีเสียงก้องและไม่ก้อง.

  • พยัญชนะที่มี เสียงก้อง เรียกว่าโฆสะ
  • ที่มีเสียงไม่ก้อง เรียกว่าอโฆสะ

พยัญชนะที่ ๑ ที่ ๒ ในวรรคทั้ง ๕ คือ ก ข, จ ฉ, ฏ ฐ, ต ถ, ป ผ, และ ส ๑๑ ตัวนี้ เป็นอโฆสะ, พยัญชนะที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ในวรรคทั้งที่ ๕ คือ ค ฑ ง, ช ฌ ญ, ฑ ฒ ฌ, ท ธ น, พ ภ ม, และ ย ร ล ว ห ฬ, ๒๑ ตัวนี้ เป็น โฆสะ,

นิคคหิต นักปราชญ์ผู้รู้ศัพทศาสตร์ ประสงค์เป็นโฆสะ, ส่วน นักปราชญ์ฝ่ายศาสนา ประสงค์เป็นโฆสาโฆสวิมุตติ พ้นจากโฆสะและ อโฆสะ, และเสียงของนิคคหิตนี้อ่านตามวิธีบาลีภาษา มีสำเนียงเหมือน ตัว ง สะกด อ่านตามวิธีสันสกฤต มีสำเนียงเหมือนตัว ม สะกด.


สิถิลและธนิต

[ ๑๑ ] พยัญชนะวรรคที่เป็นโฆสะและอโฆสะ ก็แบ่งเป็น ๒ ตาม เสียงหย่อนและหนัก,

  • พยัญชนะที่ถูกฐานของตนหย่อน ๆ ชื่อสิถิล,
  • พยัญชนะที่ถูกฐานของตนหนัก บันลือเสียงดัง ชื่อธนิต,

พยัญชนะที่ ๑ ที่ ๓ ในวรรคทั้ง ๕ เป็นสิถิล, พยัญชนะที่ ๒ ที่ ๔ ในวรรคทั้ง ๕ เป็นธนิต

ในคัมภีร์กัจจายนเภทแสดงไว้ว่า พยัญชนะที่สุดวรรค ๕ ตัว ก็เป็นสิถิล แต่ในคัมภีร์ทั้งหลายอื่น ท่านมิได้กล่าว.

[ ๑๒ ] เมื่อผู้ศึกษากำหนดจำโฆสะ อโฆสะ สิถิล ธนิต ได้แล้ว พึงรู้เสียงดังนี้

  • พยัญชนะที่เป็นสิถิลอโฆสะ มีเสียงเบากว่าทุกพยัญชนะ.
  • ธนิตอโฆสะ มีเสียงหนักกว่าสิถิลอโฆสะ.
  • สิถิลโฆสะ มีเสียงดังกว่า ธนิตอโฆสะ.
  • ธนิตโฆสะ มีเสียงดังก้องกว่าสิถิลโฆสะ.

เป็นชั้น ๆ ดังนี้.


พยัญชนะสังโยค

พยัญชนะสังโยค [ ๑๓ ] ลักษณะที่จะประกอบพยัญชนะซ้อนกันได้นั้น ดังนี้ ในพยัญชนะวรรคทั้งหลาย

  • พยัญชนะที่ ๑ ซ้อนหน้าพยัญชนะที่ ๑ และ ที่ ๒ ในวรรคของตนได้,
  • พยัญชนะที่ ๓ ซ้อนหน้าพยัญชนะที่ ๓ และ ที่ ๔ ในวรรคของตนได้,
  • พยัญชนะที่ ๕ สุดวรรค ซ้อนหน้าพยัญชนะ ในวรรคของตนได้ทั้ง ๕ ตัว ยกเสียงแต่ตัว ง ซึ่งเป็นตัวสะกดอย่างเดียว, มิได้มีสำเนียงในภาษาบาลี ซ้อนหน้าตัวเองไม่ได้,

พยัญชนะวรรค ที่ซ้อนกันดังนี้ก็ดี ตัว ย ล ส ซ้อนกัน ๒ ตัวก็ดี ไม่มีสระคั่น, พยัญชนะตัวหน้า เป็นตัวสะกดของสระที่อยู่หน้าตน ไม่ออกเสียง ผสมด้วยพยัญชนะตัวหลัง ส่วนพยัญชนะตัวหลัง อาศัยสระตัวหน้า ออกสำเนียง เมื่อพยัญชนะตัวใดสะกด จะมีเสียงเป็นอย่างไรนั้น ก็ เหมือนกับคำของเรา ไม่ต้องกล่าว แปลกกันแต่ในภาษาของเรา ตัว ร ใช้สะกด และมีสำเนียงเป็นกน เหมือนคำว่า ” นคร ” เรา อ่านกันว่า ” นคอน ” เป็นต้น เป็นตัวอย่าง ในตันติภาษาทั้งปวง ตัว ร ไม่เป็นตัวสะกดมีเสียงเป็น กน เลย.


พยัญชนะ ๔ ตัว คือ ย ร ล ว

[ ๑๔ ] พยัญชนะ ๔ ตัว คือ ย ร ล ว ถ้าอยู่หลังพยัญชนะตัวอื่น ออกเสียงผสมกับพยัญชนะตัวหน้า.

ตัว ส มีสำเนียงเป็น อุสุมะ ไม่มีคำเทียบในภาษาของเรา มีแต่ภาษาอังกฤษ เหมือน คำว่า AS เป็นต้น แม้ถึงเป็นตัวสะกดของสระตัวหน้าแล้ว ก็คงมีเสียง ปรากฏหน่อยหนึ่ง ประมาณกึ่งมาตราของสระสั้น พอให้รู้ได้ว่าตัว ส สะกด ไม่ออกเสียงเต็มที่ เหมือนอาศัยสระ.

ตัว ห นั้น ถ้าอยู่หน้าพยัญชนะอื่น ก็ทำให้สระที่อยู่ข้างหน้าตน ออกเสียงมีลมมากขึ้น เหมือนคำว่า พฺรหฺม ถ้าพยัญชนะ ๘ ตัว ญ ณ น ม, ย ล ว ฬ, นำหน้า มีสำเนียงเข้าผสมพยัญชนะนั้น.

มูคะพยัญชนะ

[ ๑๕ ] ข้อที่ว่าไว้ข้างต้นว่า พยัญชนะทั้งปวงกึ่งมาตรานั้น ว่าตามที่ท่านแสดงไว้โดยไม่แปลกกัน ถ้าจะแสดงให้พิสดารสักหน่อย ตามวิธีนักปราชญ์ชาวตะวันตกจัดแบ่งไว้นั้น เห็นว่าพยัญชนะวรรคทั้งปวง เป็นมูคะพยัญชนะ MUTES ไม่มีมาตราเลย เพราะจะรวมเข้ากับพยัญชนะวรรคตัวใดตัวหนึ่งลงในสระเดียวกัน ออกเสียงผสมกับไม่ได้ เป็นได้อยู่แต่ตัวสะกดอย่างเดียว,

อัฑฒสระ

ส่วนพยัญชนะ คือ ย ร ล ว ส ห ฬ ๗ ตัวนี้ เป็นอัฑฒสระ มีเสียงกึ่งสระ คือ กึ่งมาตรา เพราะพยัญชนะเหล่านี้ บางตัวก็รวมลงในสระเดียวกันด้วยพยัญชนะอื่น ออกเสียงพร้อมกันได้บางตัว แม้เป็นตัวสะกดก็คงออกเสียงหน่อยหนึ่ง พอให้รู้ได้ว่าตัวนั้นสะกด