Skip to content

อาขยาต

[๑๐๘] ศัพท์กล่าวกิริยา คือ ความทำ, เป็นต้นว่า ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด, ชื่อว่า อาขยาต. ในอาขยาตนั้น ท่านประกอบ วิภัตติ กาล บท วจนะ บุรุษ ธาตุ วาจก ปัจจัย, เพื่อ เป็นเครื่องหมายเนื้อความให้ชัดเจน.


วิภัตติ

(๑๐๙) วิภัตตินั้นท่านจำแนกไว้เพื่อเป็นเครื่องหมายให้รู้ กาล บท วจนะ บุรุษ, จัดเป็น ๘ หมวด. ในหมวดหนึ่ง ๆ มี ๑๒ วิภัตติ อย่างนี้

๑. วตฺตมานา

ปรสฺสปทํอตฺตโนปทํ
ปุริส.เอก.พหุ.เอก.พหุ.
ป.ติ.อนฺติ.เต.อนฺเต.
ม.สิ.ถ.เส.วฺเห.
อุ.มิ.ม.เอ.มฺเห.

ข้อควรจำ:

  • ๑. แปลง อนฺติ เป็น เร เช่น วุจฺจเร บ้าง.
  • ๒. ใช้ เต แทน ติ เช่น ชายเต บ้าง.
  • ๓. ใช้ อนฺเต แทน อนฺติ เช่น ปุจฺฉนฺเต บ้าง.
  • ๔. ใช้ เอ แทน มิ เช่น อิจฺเฉ บ้าง.

๒. ปญฺจมี

ปรสฺสปทํอตฺตโนปทํ
ปุริส.เอก.พหุ.เอก.พหุ.
ป.ตุ.อนฺตุ.ตํ.อนฺตํ.
ม.หิ.ถ.สฺส.วโห.
อุ.มิ.ม.เอ.อามฺหเส.

ข้อควรจำ:

  • ๑. ใช้ ตํ แทน ตุ เช่น ชยตํ บ้าง.
  • ๒. ลบ หิ ทิ้ง เช่น คจฺฉ บ้าง.
  • ๓. ใช้ สฺส แทน หิ เช่น กรสฺสุ บ้าง.

๓. สตฺตมี

ปรสฺสปทํอตฺตโนปทํ
ปุริส.เอก.พหุ.เอก.พหุ.
ป.เอยฺย.เอยฺยุํ.เอถ.เอรํ.
ม.เอยฺยาสิ.เอยฺยาถ.เอโถ.เอยฺยวฺโห.
อุ.เอยฺยามิ.เอยฺยาม.เอยฺยํ.เอยฺยามฺเห.

ข้อควรจำ:

  • ๑. เอยฺย ลบ ยฺย เสีย คงไว้แต่ เอ เช่น กเร บ้าง.
  • ๒. ใช้ เอถ แทน เอยฺย เช่น ลเภถ บ้าง.
  • ๓. ใช้ เอยฺยํ แทน เอยฺยามิ เช่น ปุจฺเฉยฺยํ บ้าง.

๔. ปโรกฺขา

ปรสฺสปทํอตฺตโนปทํ
ปุริส.เอก.พหุ.เอก.พหุ.
ป.อ.อุ.ตฺถ.เร.
ม.เอ.ตฺถ.ตฺโถ.วฺโห.
อุ.อํ.มฺห.อึ.มฺเห.

๕. หิยตฺตนี

ปรสฺสปทํอตฺตโนปทํ
ปุริส.เอก.พหุ.เอก.พหุ.
ป.อา.อู.ตฺถ.ตฺถุํ.
ม.โอ.ตถ.เส.วฺหํ.
อุ.อํ.มฺห.อึ.มฺหเส.

๖. อชฺชตฺตนี

ปรสฺสปทํอตฺตโนปทํ
ปุริส.เอก.พหุ.เอก.พหุ.
ป.อี.อุํ.อา.อู.
ม.โอ.ตฺถ.เส.วฺหํ.
อุ.อึ.มฺหา.อํ.มฺเห.

ข้อควรจำ:

  • ๑. มักรัสสะ อี เป็น อิ เช่น กริ บ้าง. ลง ส. อาคม เป็น สิ เช่น อกาสิ บ้าง.
  • ๒. อุํ ลง สฺ อาคมเป็น สุํ เช่น อาโรเจสุํ บ้าง. แปลงเป็น อํสุ เช่น อกํสุ บ้าง. เป็น อึสุ เช่น กรึสุ บ้าง.
  • ๓. โอ ใช้ อี ป. แทนโดยมาก.
  • ๔. อึ ลง สฺ อาคม เป็น สึก เช่น อกาสึ บ้าง.

๗. ภวิสฺสนฺติ

ปรสฺสปทํอตฺตโนปทํ
ปุริส.เอก.พหุ.เอก.พหุ.
ป.สฺสติ.สฺสนฺติ.สฺสเต.สฺสนฺเต.
ม.สฺสสิ.สฺสถ.สฺสเส.สฺสวฺเห.
อุ.สฺสามิ.สฺสาม.สฺสํ.สฺสามฺเห.

ข้อควรจำ:

  • ๑. ใช้ สฺสํ แทน สฺสามิ เช่น ลภิสฺสํ บ้าง.

๘. กาลาติปตฺติ

ปรสฺสปทํอตฺตโนปทํ
ปุริส.เอก.พหุ.เอก.พหุ.
ป.สฺสา.สฺสํสุ.สฺสถ.สฺสึสุ.
ม.สฺเส.สฺสถ.สฺสเส.สฺสฺเห.
อุ.สฺสํ.สฺสามฺหา.สฺสํ.สฺสามฺหเส.

กาล

(๑๑๐) ในอาขยาตนั้น แบ่งกาลที่เป็นประธานได้ ๓ คือ

  • กาลที่เกิดขึ้นจำเพาะหน้า เรียกว่าปัจจุบันกาล ๑
  • กาลล่วงแล้ว เรียกว่าอดีตกาล ๑
  • กาลยังไม่มาถึง เรียกว่าอนาคตกาล ๑

กาลทั้ง ๓ นั้น แบ่งให้ละเอียดออกอีก ปัจจุบันกาลจัด เป็น ๓ คือ

  • ปัจจุบันแท้ ๑
  • ปัจจุบันใกล้อดีต ๑
  • ปัจจุบันใกล้ อนาคต ๑

อดีตกาลจัดเป็น ๓ เหมือนกัน คือ

  • ล่วงแล้วไม่มีกำหนด ๑
  • ล่วงแล้ววานนี้ ๑
  • ล่วงแล้ววันนี้ ๑

อนาคตกาล จัดเป็น ๒ คือ

  • อนาคตของปัจจุบัน ๑
  • อนาคตของอดีต ๑

กาลที่กล่าวโดยย่อหรือพิสดารนี้ ในเวลาพูดหรือแต่งหนังสือ อ่านหนังสือ ต้องหมายรู้ด้วย วิภัตติ ๘ หมู่ที่กล่าวแล้ว อย่างนี้

๑. วตฺตมานา บอกปัจจุบันนกาล.
  • ๑. ปัจจุบันแท้ แปลว่า ‘อยู่’ อุ. ภิกฺขุ ธมฺมํ เทเสติ ภิกษุ แสดงอยู่ ซึ่งธรรม.
  • ๒. ใกล้อดีต แปลว่า ‘ย่อม’ อุ. กุโต นุ ตฺวํ อาคจฺฉสิ ? ท่าน ย่อมมา แต่ที่ไหนหนอ ?
  • ๓. ใกล้อนาคต แปลว่า ‘จะ’ อุ. กึ กโรมิ ? [ข้า] จะทำ ซึ่งอะไร ?
๒. ปญฺจมี บอกความบังคับ, ความหวัง, และความอ้อนวอน, เป็นต้น.
  • ๑. บอกความบังคับ แปลว่า ‘จง’ อุ. เอวํ วเทหิ. [เจ้า] จงว่า อย่างนี้.
  • ๒. บอกความหวัง แปลว่า ‘เถิด’ อุ. สพฺเพ สตฺตา อเวรา โหนฺตุ. สัตว์ ท. ทั้งปวง เป็นผู้มีเวรหามิได้ เถิด.
  • ๓. บอกความอ้อนวอน แปลว่า ‘ขอ-จง’ อุ. ปุพฺพาเชถ มํ ภนฺเต. ข้าแต่ท่านผู้เจริย ขอ [ท่าน ท.] จง ยังข้าพเจ้า ให้บวช.
๓. สตฺตมี บอกความยอมตาม, ความกำหนด, และความรำพึง, เป็นต้น.
  • ๑. บอกความยอมตาม แปลว่า ‘ควร’ อุ. ภเชถ ปุริสุตฺตเม. [ชน] ควรคบ ซึ่งบุรุษสูงสุด ท.
  • ๒. บอกความกำหนด แปลว่า ‘พึง’ อุ. ปุญฺญญฺเจ ปุริโส กยิรา. ถ้าว่า บุรุษ พึงทำ ซึ่งบุญไซร้.
  • ๓. บอกความรำพึง แปลว่า ‘พึง’ อุ. ยนฺนูนาหํ ปพฺพชฺเชยฺยํ. ไฉนหนอ เรา พึงบวช.
๔. ปโรกฺขา บอกอดีตกาล ไม่มีกำหนด แปลว่า ‘แล้ว’ อุ.
  • เตนาห ภควา. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค ตรัสแล้ว อย่างนี้.
  • เตนาหุ โปราณา. ด้วยเหตุนั้น อาจารย์มีในปางก่อน ท. กล่าวแล้ว.
๕. หิยตฺตนี บอกอดีตกาล ตั้งแต่วานนี้ แปลว่า แล้ว, ถ้ามี ‘อ’ อยู่หน้า แปลว่า ‘ได้-แล้ว’ อุ.
  • ขโณ โว มา อุปจฺจคา. ขณะ อย่า ได้เข้าไปล่วงแล้ว ซึ่งท่าน ท.
  • เอวํ อวจํ. [ข้า] ได้กล่าวแล้ว อย่างนี้.

— อุปจฺจคา [อุป+อติ+อ+คมฺ+อ+อา.]

๖. อชฺชตฺตนี บอกอดีตกาล ตั้งแต่วันนี้ แปลว่า ‘แล้ว.’ ถ้ามี ‘อ’ อยู่หน้า แปลว่า ‘ได้ - แล้ว’ อุ.
  • เถโร คามํ ปิณฺฑา ปาวิสิ. พระเถระ เข้าไปแล้ว สู่บ้าน เพื่อบิณฑะ.
  • เอวรูปํ กมฺมํ อกาสึ. [ข้า] ได้ทำแล้ว ซึ่งกรรม มีอย่างนี้เป็นรูป.
๗. ภวิสฺสนฺติ บอกอนาคตกาลแห่งปัจจุบัน แปลว่า ‘จัก’ อุ.
  • ธมฺมํ สุณิสฺสาม. ข้า ท. จักฟัง ซึ่งธรรม.
๘. กาลาติปตฺติ บอกอนาคตกาลแห่งอดีต แปลว่า ‘จัก - แล้ว,’ ถ้ามี ‘อ’ อยู่หน้า แปลว่า ‘จักได้ - แล้ว’ อุ.
  • โส เจ ยานํ ลภิสฺสา อคจฺฉิสฺสา. ถ้าว่า เขา จักได้แล้ว ซึ่งยานไซร้ [เขา] จักได้ไปแล้ว.

บท

(๑๑๑) วิภัตตินั้น แบ่งเป็น ๒ บท คือ

  • ปรัสสบท บทเพื่อผู้อื่น ๑
  • อัตตโนบท บทเพื่อตน ๑.

ปรัสสบทเป็นเครื่องหมายให้รู้กิริยาที่เป็นกัตตุวาจก, อัตตโนบทเป็นเครื่องหมายให้รู้กิริยาที่เป็น กัมมวาจกและภาววาจก อันจะกล่าวข้างหน้า, แต่จะนิยมลงเป็นแน่ ทีเดียวก็ไม่ได้.

บางคราวปรัสสบทเป็นกัมมวาจกและภาววาจกก็มี เหมือนคำบาลีว่า “สทิโส เม น วิชฺชติ. คนเช่นกับด้วยเรา [อันใคร ๆ] ย่อมหา ไม่ได้. น จ ลพฺภติ รูเป. อนึ่ง [อันใคร ๆ] ย่อมไม่ ได้ ในรูป” เป็นต้น.

บางคราว อัตตโนบทเป็นกัตตุวาจกก็มี เหมือนคำบาลีว่า “ปิยโต ชายเต โสโก ความโศก ย่อมเกิด แต่ของที่รัก.” เป็นต้น.

คำที่กล่าวข้างต้นนั้น ประสงค์เอาแต่บทที่เป็นไปโดยมาก ถ้า จำกำหนดให้ละเอียดแล้ว ต้องอาศัยปัจจัยด้วย.


วจนะ

(๑๑๒) วิภัตตินั้น จัดเป็นวจนะ ๒ คือ

  • เอกวจนะ ๑
  • พหุวจนะ ๑

เหมือนวิภัตตินาม ถ้าศัพท์นามที่เป็นประธานเป็นเอกวจนะ ต้องประกอบกิริยาศัพท์เป็นเอกวจนะตาม, ถ้านามศัพท์เป็นพหุวจนะ ก็ ต้องประกอบกิริยาศัพท์เป็นพหุวจนะตาม ให้มีวจนะเป็นอันเดียวกัน อย่างนี้

  • โส คจฺฉติ เขา ไปอยู่, เต คจฺฉนฺติ เขาทั้งหลาย ไปอยู่.

ยกไว้แต่นามศัพท์ที่เป็นเอกวจนะหลายๆ ศัพท์รวมกันด้วย ‘จ’ ศัพท์ ใช้กิริยาเป็นพหุวจนะ ซึ่งจะมีแจ้งในวากยสัมพันธ์ข้างหน้า.


บุรุษ

(๑๑๓) วิภัตตินั้น จัดเป็นบุรุษ ๓ คือ

  • ประถมบุรุษ ๑
  • มัธยมบุรุษ ๑
  • อุตตมบุรุษ ๑

เหมือนปุริสสัพพนาม. ถ้าปุริสสัพพนามใดเป็นประธาน ต้องใช้กิริยาประกอบวิภัตติให้ถูกต้องตามปุรสสัพพนามนั้น อย่างนี้

  • โส ยาติ เขา ไป, ตฺวํ ยาสิ เจ้า ไป, อหํ ยามิ ข้า ไป.

ในเวลาพูดหรือเรียนหนังสือ แม้จะไม่ออกชื่อปุริสสัพพนาม ใช้แต่วิภัตติกิริยาให้ถูกต้องตามบุรุษที่ตนประสงค์จะออกชื่อ ก็เป็นอันเข้าใจกันได้เหมือนกัน, เหมือนคำว่า เอหิ [เจ้า] จงมา. ถึงจะไม่ออกชื่อ ‘ตฺวํ’ ก็รู้ได้ เพราะ ‘หิ’ วิภัตติ เป็นปัญจมี เอกวจนะ มัธยมบุรุษ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ส่องความให้เห็นว่าเป็นกิริยาของ ‘ตฺวํ’ ซึ่งเป็นมัธยมบุรุษ เอกวจนะ. แม้คำว่า ปุญฺญํ กริสฺสาม. [ข้า ท.] จักทำ ซึ่งบุญ. ถึงจะไม่ออกชื่อ ‘มยํ’ ก็รู้ได้ โดยนัยที่กล่าวแล้ว.