นิบาตหมวดที่ ๑
(๑๖๑) นิบาต ได้ชื่อหลายอย่างต่างๆ กัน ตามลักษณะที่ลง ในข้อความดังจะแสดงต่อไปนี้.
นิบาตหมวดที่ ๑
(๑๖๒) นิบาตหมวดที่ ๑ กำหนดด้วยความ ๒ ท่อน ลงในท่อนหลัง.
วิตถารโชตกนิบาต
๑. ในความข้อเดียวกัน แต่กล่าวเป็น ๒ ท่อน, ท่อนต้นกล่าวแต่โดยย่อ, ท่อนหลังกล่าวโดยพิสดาร เพื่อจะอธิบายความท่อนต้น ให้กว้างขวางต่อไปอีก;
นิบาตในท่อนหลังที่สำหรับลงต่อความในท่อนหลังกับท่อนก่อนให้เกี่ยวกัน เรียกชื่อว่า วิตฺถารโชตโก หรือเรียกให้สั้นว่า วิตฺถาโร,
ในอรรถนี้ใช้นิบาต คือ หิ ศัพท์เดียว ตรงความไทย คือ ความพิสดารว่า หรือ ก็ มีอุทาหรณ์ ดังนี้
“ปเร จ น วิชานนฺตีติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต โกสมฺพิเก ภิกฺขู อารพฺภ กเถสิ. โกสมฺพิยํ หิ โฆสิตาราเม ปญฺจสตปริวารา เทฺว ภิกฺขู วิหรึสุ: วินยธโร จ ธมฺมกถิโก จ. ฯ เป ฯ (ธมฺมปทฏฺฐกถา ภาคที่ ๑ เรื่องที่ ๕)”
- ตั้งแต่ ปเร จ ถึง กเถสิ เป็นท่อนต้น กล่าวเรื่องนั้นโดยย่อ,
- ตั้งแต่ โกสมฺพิยํ หิ ไปจนจบเรื่อง เป็นท่อนหลัง อธิบายความที่กล่าวในท่อนต้นนั้นให้กว้างขวางออกไป
— หิ ในท่อนหลังนั้น เรียก วิตฺถารโชตโก หรือ วิตฺถาโร เพราะส่องความพิสดาร อุทาหรณ์ผูกไว้เป็น ตัวอย่าง ดังนี้:
“สมาโส กิจฺจวเสน ทุวิโธ โหติ: ลุตฺโต จ อลุตฺโต จ. ตตฺถ หิ รญฺโญ ธนํ ราชธนํ อิจฺจาทิ ลุตฺโต นาม. ทูเรนิทานํ อิจฺจาทิ อลุตฺโต นาม.”
วากยารัมภนิบาต
๒. ถ้าความท่อนต้นที่แสดงไว้ยังไม่หมดความ เป็นเหตุให้ถาม ให้วิสัชนากันร่ำไป; จึงอธิบายต่อเสียในท่อนหลังทีเดียว ไม่ต้องให้ถาม, แต่ไม่ได้อธิบายซ้ำความเดิมเหมือนพากย์วิตถารโชดก, เป็นแต่ปรารภความที่กล่าวแล้วในท่อนต้น กล่าวความเนื่องกันไปไม่ขาดสาย;
นิบาตซึ่งเป็นเครื่องหมายความข้อนี้ในท่อนหลัง เรียกชื่อว่า วากฺยารมฺภโชตโก หรือเรียกให้สั้นว่า วากฺยรมฺโภ.
ในอรรถนี้ใช้ นิบาต ๓ ศัพท์ คือ หิ, จ, ปน; ตรงความไทยว่า ก็, แล, ก็แล, มีอุทาหรณ์ดังนี้:
“จตุมฺมคฺคผลนิพฺพานวเสน นววิโธ, ปริยตฺติยา สห ทสวิโธ วา ธมฺโม, ธารณญฺจ ปเนตสฺส อปายาทินิพฺพตฺตนกฺกิเลสวิทฺธํสน. (สงฺคหฏีกา) ”
ความในท่อนต้น เป็นเหตุให้ถามว่าอย่างไร มรรค ๔ ผล ๔ กับพระนิพพาน เป็น ๙ ประการ ดังนี้บ้าง หรือรวม เข้ากับพระปริยัติด้วยเป็น ๑๐ ประการ จึงชื่อว่า พระธรรม พระธรรมนั้นมีคุณอย่างไร ดังนี้บ้าง ก็ได้,
ในท่อนหลังจึงแสดงเสียทีเดียวว่า ความทรงพระธรรมนั้นไว้ กำจัดกิเลสซึ่งเป็นเหตุเกิดในอบายเป็นต้นได้,
— จ ในท่อนหลังนั้นเรียก วากฺยารมฺภโชตโก เพราะส่องความที่ท้าวพากย์ก่อน. อุทาหรณ์ผูกไว้เป็นตัวอย่างดังนี้:
“วิริยํ นาม สมฺมา ปยุตฺตํ สุขมาวหติ. ตกฺการา หิ เตน อุปฺปาทิตํ สุขํ อธิคนฺตฺวา อตฺตโน วจนการก ตตฺถ นิโยเชนฺติ.”
เหตุโชตกนิบาต
๓. ถ้าความท่อนต้นกล่าวผลซึ่งชวนให้ถามถึงเหตุว่าเป็นอย่างนั้น เพราะอะไร, จึงกล่าวเหตุเสียในความท่อนหลังทีเดียว ไม่ต้องให้ถาม;
นิบาตซึ่งเป็นเครื่องหมายความข้อนี้ในท่อนหลัง เรียกชื่อว่า การณโชตโก หรือเรียกให้สั้นว่า เหตุ.
ในอรรถนี้ใช้นิบาต ๓ ศัพท์ เหมือนวากยารัมภ, ตรงความไทยว่า เหตุว่า, เพราะว่า. มีอุทาหรณ์ ดังนี้:
“สพฺพวจนานํ อตฺโถ อกฺขเรเหว สญฺญายเต. อกฺขรวิปตฺติยํ หิ อตฺถสฺส ทุนฺนยตา โหติ. (กัจจายนปกรณสันธิกัปปสูตรต้น)”
ความในท่อนต้นน่าชวนให้ถามว่า เหตุไฉน ความแห่งคำพูดทั้งปวง อาจารย์ต้องกำหนดหมายด้วยอักษรอย่างเดียว
ในท่อนหลังจึงแสดงเสียทีเดียวว่า เหตุว่าเมื่ออักษรวิบัติ ความก็เป็นถ้อยคำที่ นำต่อๆ กันไปไม่ถูกต้อง; เหตุนั้น ความในท่อนต้นชื่อว่ากล่าวผล เพราะการที่ต้องหมายความแห่งคำพูดด้วยอักษรนั้น คงอาศัยเหตุอย่างหนึ่ง, ความในท่อนหลังชื่อว่ากล่าวเหตุ เพราะการที่แสดงว่า เมื่ออักษรวิบัติ ความเสียเป็นเหตุให้คิดแก้ไขไม่ให้ความเสีย, การคิดแก้นั้น ก็คือจัดหมาย ด้วยอักษรที่ไม่วิบัติ ความใน ๒ ท่อนนั้น เป็นเหตุและผลเนื่องกันฉะนี้;
— หิ ในท่อนหลังนั้นเรียก การณโชตโก หรือ เหตุ เพราะส่องความที่เป็นเหตุ. อุทาหรณ์เป็นตัวอย่างดังนี้;
“ภิชฺชติ ปูติสนฺเทโห, มรณนฺตํ หิ ชีวิตํ. (ธมฺมปทฏฺฐกถา ภาค ๕ เรื่องที่ ๑๒๐)“
ผลโชตกนิบาต
๔. ถ้าความท่อนต้นกล่าวเหตุ ซึ่งน่าชวนให้ถามถึงผลว่า ข้อนั้น จะให้ผลอย่างไร, จึงกล่าวผลเสียในความท่อนหลังทีเดียว ไม่ ต้องให้ถาม; นิบาตซึ่งเป็นเครื่องหมายความข้อนี้ในท่อนหลัง เรียก ชื่อว่า ผลโชตโก หรือเรียกให้สั้นว่า ผลํ.
แม้ในอรรถนี้ก็ใช้ นิบาต ๓ ศัพท์นั้น, ตรงความไทยว่า ด้วยว่า, มีอุทาหรณ์ดังนี้:
“ทานํ ทาตพฺพเมว. ทายญฺหิ โภคสมฺปทํ อาวหติ. (คันถาภรณ.)”
ความท่อนต้น น่าชวนให้ถามว่า ให้ทานมีผลอะไร, จึงอธิบายผลแห่งทานนั้น ในท่อนหลังว่านำโภคสมบัติมา, เหตุนั้นความท่อนต้น จึงชื่อว่าเป็นเหตุ, ความท่อนหลังชื่อว่าเป็นผลฉะนี้;
— หิ ในท่อนหลัง นั้นเรียก ผลโชตโก เพราะส่องความที่เป็นผล อุทาหรณ์ผูกไว้เป็น ตัวอย่างดังนี้:
“ปญฺญา นาม อิจฺฉิตพฺพา. ตาย จ สุขุมมฺปิ อตฺถํ วิจาเรติ.”
วิเสสโชตกนิบาต
๕. ถ้าความท่อนต้นกล่าว ลักษณะแห่งคน หรือของอะไร ๆ โดย อาการเสมอกัน ไม่ได้วินิจฉัยว่า วิเศษกว่ากันอย่างไร, ความท่อนหลัง วินิจฉัยวิเศษออกไป นิบาตซึ่งเป็นเครื่องหมายความข้อนี้ในท่อนหลัง เรียกชื่อว่า วิเสสโชตโก หรือเรียกให้สั้นว่า วิเสโส.
แม้ในอรรถนี้ ก็ใช้นิบาต ๓ ศัพท์นั้น, ตรงความไทยว่า แต่, ก็แต่ว่า, ถึงอย่างนั้น. มีอุทาหรณ์ดังนี้:
“ปุญฺญวา ปญฺญวา จาติ อิเม เทฺว ชนา อิมสฺมึ โลเก ทุลฺลภา. เตสุ หิ ปญฺญวาเยว ทุลฺลภตโร.(คันถาภรณนัย.)”
ความท่อนต้นแสดงคนมีบุญและคนมีปัญญาว่า หายากในโลกโดยอาการที่ไม่แปลกกัน, ความท่อนหลังแสดงแปลก ออกไปว่า คนมีปัญญาหายากกว่า;
— หิ ในท่อนหลังนั้น เรียกว่า วิเสสโชตโก เพราะส่องความที่แปลกออกไป. อุทาหรณ์ผูกไว้เป็น ตัวอย่างดังนี้:
“ทานํปิ กุสลํ, สีลํปี กุสลํ, เตสุ ปน สีลํ ทานโต วรตรํ.”
ตัปปาฏิกรณโชตกนิบาต
๖. ถ้าความท่อนต้นกล่าวอรรถไม่ปรากฏชัด, ความท่อนหลัง กล่าวให้ปรากฏชัดด้วยข้ออุปมา; นิบาตซึ่งเป็นเครื่องหมายความข้อนี้ ในท่อนหลัง เรียกชื่อว่า ตปฺปาฏิกรณโชตโก หรือเรียกสั้นว่า ตปฺปาฏิกรณํ.
แม้ในอรรถนี้ ก็ใช้นิบาต ๓ ศัพท์นั้น, ตรงความไทย ว่า เหมือนอย่างว่า. มีอุทาหรณ์ดังนี้:
“นิคฺคหิตํ นาม สรํ นิสฺสาย ติฏฺฐติ, ตสฺมึ วินฏฺเฐ อญฺญํ นิสฺสาย ติฏฺฐติ. ยถา หิ สกุโณ ยํ รุกฺขํ นิสฺสาย นิลียติ; ตสฺมึ วินฏฺเฐ, อุปฺปติตฺวา อญฺญํ นิสียติ; เอวเมว นิคฺคหิตํ ยํ สรํ นิสฺสาย ติฏฺฐติ, ตสฺมึ วินฏฺเฐ อญฺญํ นิสฺสาย ติฏฺฐติ (สารตฺถวิลาสินี ฏีกาคนฺถฏฺฐิ.)”
ความท่อนต้น ไม่ปรากฏชัด, ความท่อนหลังมีอุปมาปรากฏชัด;
— หิ ในท่อนหลัง นั้นเรียกว่า ตปฺปาฏิกรณโชตโก เพราะส่องอรรถที่ทำความข้อนั้น ให้ชัด, อุทาหรณ์เป็นตัวอย่างดังนี้:
“ยถา ปน ตานิ เขฬาทีนิ อสุจีนิ วิปฺปสนฺเนน อุทเกน โธวิยมานานิ วินสฺสนฺติ เอวเมว อเวเรน เวรานิ วูปสมฺสมนฺติ. (ธมฺมปทฏฺฐกถา ภาคที่ ๑ เรื่องที่ ๔)“
ทัฬหีกรณโชตกนิบาต
๗. ความท่อนต้น ควรอ้างเอาคำอื่นมาเป็นเครื่องสาธกหรือ รับรองให้มั่นขึ้น เรียกว่า ทฬฺหิยํ. ทัฬหิยะนั้น จัดเป็น ๒ อย่าง คือ ควรอ้างคำในคัมภีร์ที่ท่านเก่า ๆ กล่าวไว้ เช่นพุทธภาษิต เรียก อาคมทฬฺหิยํ อย่างหนึ่ง ควรอ้างคำที่กล่าวเอง แต่สมแก่คำต้น เรียก ยุตฺติทฬฺหิยํ อย่างหนึ่ง.
ความท่อนหลังซึ่งนำมาเป็นเครื่องสาธกหรือ รับรองให้มั่นขึ้น เรียก ทฬฺหีกรณํ ทัฬหีกรณะนั้น ก็จัดเป็น ๒ อย่าง ตามประเภทแห่งทัฬหิยะฉะนั้น. นิบาตในท่อนหลัง เรียก ทฬฺหิกรณโชตโก.
ในอรรถนี้ใช้นิบาตแต่ ๒ ศัพท์ คือ หิ กับ จ, ตรงความ ไทยว่า จริงอยู่, แท้จริง; อุทาหรณ์ในอาคมทัฬหีกรณะพึงรู้ในคำว่า
“วุตฺตญฺเหตํ ภควตา; วุตฺตมฺปิ เจตํ ภควตา เป็นต้น. อุทาหรณ์ ในยุตติทัฬหีกรณะว่า พุทฺธาทิ (รตนตฺตยํ) วนฺทเนยฺยํ ว. น หิ ตํ วินา อญฺญํ อตฺถิ. (คันถากรณนัย.)”
— หิ, จ, ในอุทาหรณ์นั้น เรียก ทฬฺหีกรณโชตโก เพราะส่องความเครื่องทำคำก่อนให้มั่น อุทาหรณ์เป็นแบบเทียบอาคมทัฬหีกรณะดังนี้:
“ปุตฺโต มาตาปิตเรสุ สมฺมา ปฏิปชฺชนฺโต เตสํ สนฺติกา สงฺคหํ ลภติ. วุตฺตญฺเจตํ ภควตา สิคาลกสฺส คหปติปุติตสฺส ธมฺมํ เทเสนฺเตน “อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐเนหิ ปุตฺเตน ปุรตฺถิมา ทิสา มาตาปิตโร ปจฺจุปฏฺฐิตา ปญฺจหิ ฐเนหิ ปุตฺตํ อนุกมฺปนฺติ: ปาปา นิวาเรนฺติ, กลฺยาเณ นิเวเสนฺติ, สิปฺปํ สิกฺขาเปนฺติ, ปฏิรูเปน ทาเรน สํโยเชนฺติ, สมเย ทายชฺชํ นิยฺยาเทนฺตี” ติ. (สิคาโลวาทสูตร ในทีหนิกาย ปาฏิกวัคค์ ๑๑/๒๐๓)”
ยุตตทัฬหีกรณะดังนี้:
“ปุริสา หิ อิตฺถิโย อิตฺถิโย วา ปุริสา อภูตปุพฺพา นาม นตฺถิ. ปุริสา หิ ปรสฺส ทาเรสุ อติจริตฺวา กาลํ กตฺวา พหูนิ วสฺสสตสหสฺสานิ นิรเย ปจิตฺวา มนุสฺสชาตึ อาคจฺฉนฺตา อตฺตภาวสเต อิตฺถีภาวํ อาปชฺชนฺติ อิตถิโย ปน ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา อิตฺถีภาเว ฉนฺทํ วิราเชตฺวา “อิทํ โน ปุญฺญํ ปุริสตฺตภาวปฏิลาภาย สํวตฺตตู” ติ จิตฺตํ อธิฏฺฐหิตฺวา กาลํ กตฺวา ปุริสตฺตภาวํ ปฏฺลภนฺติ. (ธมฺมปทฏฺฐกถา ภาค ๒ เรื่องที่ ๓๒.)”
ปักขันตรโชตกนิบาต
๘. ในข้อความที่กล่าวถึงคนหรือของหลายฝ่ายต่างๆ กัน นิบาต ในความท่อนหลังที่กล่าวถึงฝ่ายหนึ่ง ๆ เรียกชื่อว่า ปกฺขนฺตรโชตโก.
ในอรรถนี้ใช้นิบาต ๒ ศัพท์ คือ จ กับ ปน, ตรงความไทยว่า ฝ่ายว่า, ส่วนว่า ; มีอุทาหรณ์ดังนี้:
“ทุกฺโข พาเลหิ สํวาโส, อมิตฺเตเนว สพฺพทา. ธีโร จ สุขสํวาโส, ญาตีนํว สมาคโม. (ธมฺมปทฏฺฐกถา ภาค ๖ เรื่องที่ ๑๖๓)”
-
จ ในท่อนหลังเรียก ปกฺขนฺตรโชตโก เพราะส่องความอีกฝ่ายหนึ่ง. จงดูอุทาหรณ์เทียบ ในทัฬหีกรณโชตกนิบาต (๗) อุทาหรณ์สุดท้ายเถิด.
-
ปน ในคำว่า อิตฺถิโย ปน ฯ เป ฯ ปฏิลภนฺติ. เรียก ปกฺขนฺตรโชตโก.
อันวยโชตกนิบาต
๙. ถ้าความท่อนต้นกล่าวปฏิเสธ คือมี ไม่ๆ อย่ๆ ความ ท่อนหลังกล่าวอนุโลม คือไม่ใช้ปฏิเสธ แต่คล้อยตามความท่อนต้น นิบาตในความท่อนหลัง เรียกชื่อว่า อนฺวยโชตโก.
ในอรรถนี้ใช้ นิบาต ๓ ศัพท์ คือ หิ, จ, ปน, ตรงความไทยว่า อัน, มีอุทาหรณ์ ดังนี้:
“ยาจกา นาม มจฺฉริชเน “เทหี” ติ น ยาจนฺติ; เกวลํ ปโพธยนฺติ. “สามิ ตฺวํปิ มํ ปุพฺเพ ทานสฺส อทินฺนตาย อวตฺถกปาลหตูถํ วิจรนฺตํ ปสฺส, ตฺวํ มาทิโส มา ภวา’ ติ. มจฺฉริชนา ปน “เทหี’ ติ วจนมตฺตํ สุตฺวา ฆเร สพฺพํ วิภวํ ขยํ วิย สมฺปสฺสมานา กากณิกํปิ ทาตุํ อสกฺโกนฺตา ปริภาสนฺติ. (ฎีกา- คันถัฏฐิ)”
— ปน ในความท่อนหลัง เรียก อนฺวยโชตโก. อุทาหรณ์ ผูกไว้เป็นแบบเทียบดังนี้;
“พาโล นาม น วิสฺสาสิตพฺโฑ. โส จ มิตฺตทุพฺภี โหติ.”
พยติเรกโชตกนิบาต
๑๐.ถ้าความท่อนต้นกล่าวอนุโลม คือไม่มีปฏิเสธห้าม, ความท่อนหลังกล่าวมีปฏิเสธห้าม แต่คล้อยตามกัน, นิบาตในความท่อนหลัง เรียกว่า พฺยติเรกโชตโก.
ในอรรถนี้ ใช้นิบาติ ๓ ศัพท์นั้นเหมือน อันวยโชตก, ตรงความไทยว่า อัน, มีอุทาหรณ์ดังนี้:
“รตนตฺตยํ นาม วนฺทนียํ ตํ วนฺทโต สกลภยาทิอุปทฺทวนิวารณสมตฺถตฺตา. น หิ ตํ ฐเปตฺวา อญฺญา สตฺตานํ ปฏิสรณํ อตฺถิ. (ฎีกาคันถัฏฐิ)”
— หิ ในความท่อนหลัง เรียก พฺยติเรกโชตโก. อุทาหรณ์ผูกไว้เป็น แบบเทียบดังนี้:
“ปญฺญา ว เสฏฺฐา สีลาทโย จ ตสฺส กลํ น อุเปนฺติ.”
สัมภาวนโชตกนิบาต
๑๑. ความท่อนต้นกล่าวติ. ความท่อนหลังกล่าวชม, นิบาต ในความท่อนหลัง เรียกชื่อว่า สมฺภาวนโชตโก.
ในอรรถนี้ใช้นิบาต คือ ปน ศัพท์เดียว, ตรงความไทยว่า ถึงอย่างนั้น, แต่ ก็แต่ว่า; มีอุทาหรณ์ดังนี้:
“อสนฺธิทมฺปิ (ปฏิสนฺธึ ทาตุํ อสกฺโกนฺตมฺปิ) อุทธจฺจํ ชนกสตฺติยา (ปวตฺติยํ วิปากํ ชเนตุํ สมตฺถตาย) ปน วิปากธมฺมเมตํ. (คันถากรณ.) ”
ความท่อนต้นกล่าวติ อุทธัจจะ ว่า ไม่อาจให้ปฏิสนธิ, ความท่อนหลังชมว่า ให้วิบากได้;
— ปน ในความท่อนหลัง เรียก สมฺภาวนโชตโก เพราะส่องความสรรเสริญ. อุทาหรณ์ผูกเป็นแบบเทียบดังนี้:
“อยํ ทนฺโธ โหติ. โวสานํ ปน อนาปชฺชิตฺา นิจฺจเมว สตฺถํ สิกฺขติ.”
ครหโชตกนิบาต
๑๒. ถ้าความท่อนต้นกล่าวชม, ความท่อนหลังกล่าวติ, นิบาต ในความท่อนหลัง เรียกชื่อว่า ครหโชตโก.
ในอรรถนี้ ใช้นิบาต คือ ปน ศัพท์เดียว, ตรงความไทย เหมือนสัมภาวนโชตก, ต่างแต่อุทาหรณ์ดังนี้;
“อุเปกฺขา สนฺตตฺตา สุขนฺเตฺวว สงฺขยํ คจฺฉติ สา ปน อนิจฺจโต ทุกฺขํเยว โหติ. (คันถาภรณนัย.) ”
ความท่อนต้น กล่าวชมอุเบกขาว่า เพราะเป็นเวทนาละเอียดนับว่าสุข, ความท่อนหลัง กล่าวติว่าเพราะไม่เที่ยง จึงได้ชื่อว่าทุกข์;
— ปน ในท่อนหลัง เรียก ครหโชตโก เพราะส่องความติ. อุทาหรณ์ผูกเป็นแบบเทียบ ดังนี้:
“อยํ เฉโก โหติ. โวสานํ ปน อาปชฺชิตฺวา สพฺพปจฺฉโต โอหิยิ.”